ไม่ได้เข้ามาอัพนานมาๆ จริงๆช่วงนี้และก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ยุ่งอะไรมากหรอก แต่รู้สึกเบื่อๆ+ขี้เกียจมากกว่าเลยไม่ได้อัพอะไรเลย

เรียนจบมาได้เกือบๆ4เดือนละ ยังหางานไม่ได้เลยอ่ะ เศร้าจริง

บ๊ะ วันนี้จะมาพูดเรื่องการ์ตูนตะหาก

 

เอ้อ บางทีเราก็งงๆคำศัพท์ที่คนไทยเรียกกันแหละ Animation(อนิเมชัน) เหมือนในไทยจะหมายความว่า การ์ตูนที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ เช่น Toy Story, Ice Age, Up กันอย่างเดียวเลย

แต่จริงๆคำว่า Animation นี่มันมีแบ่งแยกด้วยเหรอ จะแบบวาดมือ Lion King, วาดมือลายเส้นญี่ปุ่น(อนิเมะ), แบบสร้างด้วยคอมพิวเตอร์ มันก็รวมเรียกกันว่า อนิเมชัน กันหมดไม่ใช่เหรอ

หรือถ้าเราเข้าใจอะไรตรงนี้ผิดก็ช่วยชี้แจงทีนะ เหอะๆ งงมานานละ

----------------------------------------------------

เอ้า กลับเข้าเรื่องต่อ The Princess and the Frog

เป็นการกลับขึ้นชกเวทีเดิมของดีสนีย์ คือกลับไปวาดมือที่ตนถนัดเหมือนเดิม หลังจากเคยประกาศยกเลิกสร้างงานวาดมือไปหลายปี เรื่องสุดท้ายคือ Home on the Range ที่เจ๊งไม่เป็นท่า

ซึ่งก็ดีแล้วที่กลับมาจับงานในสไตล์ตัวเอง มันจะได้มีอะไรหลากหลาย ไม่ใช่มีแต่การ์ตูนสร้างด้วยคอมพิวเตอร์ทะลุมิติกันอย่างเดียว ไม่ใช่ไม่ชอบนะ ชอบมันทั้งคู่อ่ะ คือยังไงเราก็ว่างานวาดมือนี่ก็ต้องเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำอนิเมชันอยู่แล้ว อนุรักษ์ไว้ก็ดี

การกลับมาครั้งนี้สำหรับเราแล้วดูค่อนข้างน่าประทับใจ ประทับใจมากกว่าหลายๆเรื่องที่ดีสนีย์หันไปจับคอมพิวเตอร์เต็มตัวล่ะนะ เหตุเพราะ

1. ภาพ ฉาก การเคลื่อนไหว เนี้ยบ รักษาคุณภาพได้เหมือนเดิม

2. เพลง อาจจะไม่ได้ประทับใจมากมายหลายเพลงเหมือนในกาลก่อน อาจจะเพราะไม่ใช่นักแต่งเพลงคู่บุญดีสนีย์ แต่ก็ฟังเพลินๆอยู่เหมือนกัน

ชอบเพลง Almost There กับ Never Knew I Needed by Ne-Yo มากๆ

3. เนื้อเรื่อง แม้จะเดาตอนจบอะไรได้ไม่ยากตั้งแต่เห็นโฆษณา ถ้าดูหลายๆตัวอ่ะนะ แต่เนื้อเรื่องก็สนุกสนานเฮฮาดีใช้ได้ ยิ่งรู้สึกประทับใจเข้าไปอีกเมื่อเนื้อเรื่องจริงๆมันดีกว่าโครงเรื่องเก่าๆที่เคยมีคนด่าไว้ก่อนหน้านี้มากๆ

4. ดีไซน์ตัวละครสัตว์ได้น่ารัก ดูดีเหมือนเดิม มาตรฐานคงที่มาก ขอคารวะหนึ่งจอก

----------------------------

 ต่อไปโซนแดง สปอยแหลกนะจ๊ะ ยังไม่ได้ดูก็ปิดไปได้เลย 

วิจารณ์ตามความรู้สึกเลย เพราะอินจัด 555

 

 

 

 

 

 

 

เว้นพอยัง

 

 

 

 

 

อีกนิดสินะ

 

 

 

 

 

 

 

 

โดยรวมเรื่องนี้ถือว่าดีเลยล่ะ อย่างน้อยก็ดีกว่ายุครุ่งริ่ง และยุคหลังๆของดีสนีย์ล่ะนะ แต่เหมือนจะยังดีไม่พอมั้ง

เพราะรายได้ในประเทศไม่เข้าเป้าซะเลย แต่น่าจะเพราะ Avatar ด้วยล่ะ + การโปรโมต การตลาดที่ดูเห่ยๆของดีสนีย์อ่ะ เห็นมาหลายเรื่องละ จากเรื่องดีๆทำการตลาดซะเน่าเลย

เนื้อเรื่อง บท เรื่องนี้จริงๆมันก็ไม่ได้มีอะไรใหม่หรอก แต่มันดูดีเพราะเลือกที่จะดำเนินเรื่องแบบหักมุมนี่แหละ

แต่ขอโทษเหอะ แบบนี้มันจะเรียกหักมุมได้ไง ในเมื่อโฆษณาพี่ท่านเล่นบอกกันมาโต้งๆเลยว่า

นาวีน กับ ทีอาน่า จะเป็นกบกันไปค่อนเรื่อง

ถ้าไม่ได้สนใจดูโฆษณาหรืออ่านเรื่องย่ออะไรมากก็คงเซอร์ไพรส์ดีอยู่หรอก

แต่ที่ชอบก็คือ เกลาบทใหม่ รื้อบทใหม่จากของเดิมที่จะให้ทีอาน่า ชื่อแมดดี้ เป็นสาวใช้ อยากเป็นเจ้าหญิง แล้วไปเจอเจ้าชาย รักกัน แต่งงาน จบ ไรประมาณนี้ ฟังดูเห่ยมาก สมควรโดนด่าแหละ ฮ่ะๆ

ซึ่งเป็นสิ่งดี ทำให้เขียนบทใหม่เป็นว่า ทีอาน่าเป็นคนธรรมดา มีความฝัน สู้เพื่อฝัน เป็นคาแรคเตอร์ที่สากลดี เข้าถึงได้ทุกคน โดยไม่เกี่ยวกับชนชาติและสีผิว ผิดกับพล็อตช่วงแรกราวฟ้ากับเหว 555

 เพราะเหตุนี้เพลง Almost There เลยน่าประทับใจสุด

เจ้าชายนาวีน ตอนเห็นในโปสเตอร์โปรโมตครั้งแรก เราก็ปรามาสไว้เลยว่าไม่อยากดู แบบว่าดูขี้เก๊ก และน่าถีบอย่างแรง คือเนื้อเรื่องว่าเป็นกบยังไม่เท่าไรนะ แต่พระเอกเรานี่หน้าตากวนโอ๊ยมาก 

แต่พอดูจบก็ เฮ้ย ตานี่ดูดีแฮะ ตอนเป็นกบก็หล่อนะเนี่ย จนไม่อยากให้คืนร่างเดิมได้อ่ะ 555

คือพอรู้สาเหตุที่ทำไมพี่แกถึงดูขี้เก๊กงั้นก็เลย เออ พอเข้าใจได้บ้าง พออภัย แถมเห็นพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นอีก ดูจบก็ เอ้อ คู่นี้เป็นอีกคู่ที่น่ารักดีนะ

นาวีนคงสนใจทีอาน่าตั้งแต่เห็นใส่ชุดเจ้าหญิงแล้วล่ะ เพราะเข้าใจผิดด้วย อีกอย่างทีอาน่าก็สวยออก

ยิ่งรู้จักกันมากขึ้น เหมือนเพิ่งเจอคนเตือนสติสักที เจอผู้หญิงทรีตเพลย์บอยในมุมที่ต่างจากกิ๊กคนอื่นๆ

ทีอาน่าก็ไม่เคยคบหนุ่มใดมาก่อน หน้าตาเฮียนาวีนก็ดีอยู่ แถมเป็นหนุ่มคนแรกที่ชมเรื่องฝีมือทำอาหารอีก เลยประทับใจล่ะมั้ง กร๊าก

แต่ที่เราไม่เข้าใจอยู่อย่างอ่ะ ฉาก Dig a little deeper ช่วงเจอมาม่าโอดี้น่ะแหละ

นาวีนแกเห็นความสวยอะไรในทีอาน่าร่างกบเหรอ เห็นจ้องซะตาค้าง 555

แล้วก็จริงๆฉากเต้นรำในหนองน้ำอ่ะ มันควรจะมาหลังมั้ยอ่ะ ความสัมพันธ์มันมึนๆไปมั้ยอ่ะ

คือฉากนี้เหมือนคู่พระนางก็ไม่ได้สนใจอะไรกันมากมายอ่ะ มีเรย์มาร้องเพลงถึงสุดที่รักเอวานเจลีนเฉยๆ

นาวีนชวนเต้นรำนี่ก็พอเข้าใจว่าอารมณ์พาไป แต่ไอ้ฉากจะจุ๊บกันนี่ดิ มีใจให้แล้วเหรอ 

หรือว่าสองคนนี้ชอบกันตั้งแต่ตอนสับเห็ดละ 555

 

ดูไปดูมาเราว่าทีอาน่านี่เหมือนพี่สาวนาวีนมากกว่านะ จู้จี้จุกจิก สั่งสอนเจ้าชายนิสัยเสีย

 

ตัวละครเรื่องนี้อย่างเปลืองอ่ะ เยอะเกินเหตุนะ แถมบทก็อย่างละนิดอีก มันเลยทำให้เนื้อเรื่องดูเวิ่นเว้อเกินความจำเป็น

1. บิ๊กแดดดี้ จริงๆไม่มีก็ได้มั้งน่ะ แต่ก็นะต้องการเน้นย้ำว่าบ้านชาร์ล็อตรวยมากกกกกก

2. หมาสเตลล่านี่สำคัญมากเหรอ อยู่บนโปสเตอร์ด้วย มีบทอยู่จิ๊ดเดียว มีเพื่อ

3. พี่เข้ลูอิส ตัวที่เรารำคาญสุดในเรื่อง เห็นฝรั่งบางคนบอกเจ้านี่เหมือนบาลู แต่เราว่าไม่เหมือนอ่ะ

คงถูกสร้างมาเพื่อจะใ้ห้เป็นผู้ช่วยนางเอก จะให้มีเรย์ตัวเดียวก็กลัวไม่ครบทีมมั้ง แต่จริงๆต่อให้ตัดลูอิสออกเราว่าก็ไม่มีผลต่อเนื้อเรื่องอยู่ดีล่ะ บทลูอิสทั้งไม่เด่น ไม่สำคัญเหมือนพวกผู้ช่วยนางเอกดีสนีย์ตัวอื่นๆเลย

4. พวกล่ากบ จริงๆไม่มีก็ได้มั้ง หาสถานการณ์อื่นมาทำให้คู่พระนางสนิทกันดีกว่ามานั่งสร้างตัวละครเพิ่ม

5. ชาโดว์แมน ตัวร้ายประจำเรื่อง เป็นตัวละครที่ดูไร้มิติมากๆนะเราว่า น่าจะเพิ่มปมไรให้พี่แกหน่อย เล็งจะหลอกนาวีนไว้ตอนไหนเรายังไม่รู้เลยอ่ะ รู้แค่ว่าพี่แกอยากได้เงิน - -'' ไม่รู้ดิ เป็นตัวร้ายที่ดูไม่ยิ่งใหญ่เลยอ่ะ

ขอแบบจาฟาร์กับสการ์ได้มั้ย

 

นี่พูดจริงๆนะ ถ้าตัดๆตัวละครที่ว่ามาด้านบนไปไ้ด้นะ เราว่าประหยัดงบไปได้อีกพอสมควรเลยอ่ะ เพราะอะไร ตัวละครนึงต่อให้บทมีน้อยแค่ไหนก็เหอะ แต่มันต้องจ้างต้องมีทีมที่ดูแลและออกแบบตัวละครนั้นๆโดยเฉพาะเลยนะ

จะบอกว่าผู้กำกับสองคนนี้ คือ Ron Clements and John Muskers เป็นผู้กำกับที่ใช้ตัวละครเปลืองมาก ตั้งแต่ Atlantis ละ

 

ชอบซับพล็อตที่เกี่ยวกับดวงดาวในเรื่องนี้มากๆ มันทำให้เราหวนนึกถึง Pinocchio และเพลง When You Wish Upon a Star ขึ้นมาเลยทีเดียว

แถมเรื่องนี้ก็พยายามเน้น พยายามพูดถึงการขอพรกับดวงดาวด้วยแหละ

แต่ก็ไม่ใช่ในทางเพ้อฝันนะ เพราะเห็นได้จากเพลงที่ทีอาน่าร้อง และการกระทำของคุณเธอตลอดทั้งเรื่อง

สุดท้ายก็เอามาโยงกับเรย์อีก จะบอกว่าตอนแรกไม่ค่อยชอบเรย์เหมือนกัน ดีไซน์มันดูยังไงไม่รู้อ่ะ หิ่งห้อยตูดใหญ่มาก แต่เรย์นี่หวานมากๆเลยนะ หิ่งห้อยผู้มั่นคงในรักกับดาวแสนสวยเอวานเจลีน สุดท้ายเฮียก็สมหวังนะ ฮือๆ สรุปรักเรย์มากอ่ะ

เรย์นี่มีอิทธิพลกับนาวีนมากเหมือนกันนะ แผ่กระจายความหวานไปยังนาวีนอ่ะ 555

ชอบฉากที่นาวีนทำแหวนมากๆเลย น่าร้ากซะ XD

เกือบลืมอีกคนแน่ะ ชาร์ล็อต แรกๆก็ไม่ชอบหรอก หน้าตาดูบ้ามากๆ 555

แต่เนื้อในจริงๆเธอเป็นคนดีนะ ไม่เคยเห็นแกล้งทีอาน่าเลยอ่ะ ไม่อวดรวยด้วย เราว่าทีอาน่าโชคดีมากที่มีเพื่อนงี้นะ ฐานะต่างกันก็จริง แต่จริงใจกันดี ถึงเป็นเพื่อนรักกันได้ล่ะนะ

ตอนแรกคิดว่าจะพัฒนาไปเป็นนางอิจฉา ที่ไหนได้ เธอประเสริฐมาก ทั้งๆที่ชาร์ล็อตนี่ใฝ่ฝันเป็นเจ้าหญิง แต่งงานกับเจ้าชายมาตลอดนะ แต่พอตอนจบก็ิยินดีกับเพื่อนรักที่พบรักแท้ซักที ไม่มีวีนแตกอ่ะ ประทับใจมาก

ตอนจบมีแอบฮาด้วยนะ ชาร์ล็อตจะจีบเด็กซะงั้น 555

 

ก็อย่างที่บอกแหละเป็นอนิเมชันดีสนีย์ที่ชอบ ที่ประทับใจในรอบหลายปีนี้ โดยรวมถือว่าดี อาจจะยังไม่ที่สุด แต่ก็ไม่ได้แย่มากมายอะไร คิดว่าถ้าออกฉายคนละช่วงเวลากับ Avatar น่าจะรับทรัพย์ได้มากกว่านี้นะ

---------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และด้วยรายได้ที่ไม่ค่อยจะสวยหรูตามที่หวังของเรื่องนี้นัก ผู้บริหารดีสนีย์ก็เลยจะยกเลิกงานสร้างอนิเมชันบางเรื่องไป และเปลี่ยนชื่อใหม่ให้กับ Rapunzel ที่จะฉายปลายปีนี้เป็น Tangled เนื่องจากว่า ทางผู้บริหารคิดว่าเจ้าชายกบนี้ไม่ทำเงินก็เนื่องมาจากชื่อเรื่องที่แสนจะผู้หญิงและเจ้าหญิงจ๋า ทำให้ไม่สามารถเรียกคนดูผู้ชายได้ รวมทั้งอาจเป็นเพราะปัจจุบันนี้ไม่มีใครอยากดูเรื่องแนวนี้กันสักเท่าไรแล้ว เชยว่างั้นเหอะ คิดได้เนอะ

แล้วก็จะทำภาคต่อของภาพยนตร์ผสมการ์ตูน Enchanted เนื่องจากภาคแรกรายได้ดีอย่างที่รู้ๆกัน

คือเราก็ไม่เข้าใจผู้บริหารแฮะ คือถามจริง Enchanted รายได้ดีเพราะอะไรอ่ะ

รายได้ดีเพราะการอ้างอิงถึง Disney Princess ไม่ใช่เหรอ แสดงว่าผู้ชมเค้าอยากดูเรื่องราวแบบนี้อ่ะ

แล้วมาบอกได้ไงว่าคนสมัยนี้ไม่อยากดูอะไรเจ้าหญิงๆกันแล้ว ได้ดูหนังกันมั่งป่ะ พอรายได้ไม่ค่อยดีก็โทษนั่นโทษนี่ เคยคิดบ้างไหมว่ามันมีสาเหตุจากไรบ้างอ่ะ

ช่วงที่ 2D animation แป้กๆหลายเรื่องติดก็โทษว่าสมัยนี้เค้าไม่ดูกันแล้ว มันเชย ต้องคอมพิวเตอร์ทั้งนัี้้น แล้วเป็นไงล่ะ มันมีสาเหตุเพราะอะไรน่าจะรู้ได้แล้วนะ

 

 

ประกาศรับสมัครงานค่า

posted on 17 Sep 2009 19:17 by kasaboy

ประกาศรับสมัคร Contractor!!!

เผอิญว่าขณะนี้ข้าพเจ้ามาฝึกงานที่บริษัท PearlOil (Thailand)

และเค้าต้องการนักบัญชีมาช่วยทำงาน ซึ่งขณะนี้เป็นแบบชั่วคราวนะ มาเป็นContractor เวลาประมาณ6เดือน

 

คุณสมบัติ

- จบปริญญาตรีคณะบัญชี

- ฟัง-พูด-อ่าน-เขียนอังกฤษได้ค่อนข้างดี

- ใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ดี โดยเฉพาะ Excel

- ผลการเรียนสูงก็จะเป็นการดี

 

สามารถมาสมัครและสอบสัมภาษณ์ได้ที่บริษัท Pearl Oil (Thailand) ที่ตึก SCB (ตรงข้ามตึกช้าง)ตึก West ชั้น17

 

ใครสนใจก็เชิญนะคะ

 

 

 

edit @ 18 Sep 2009 08:17:28 by kasaBoy

edit @ 18 Sep 2009 08:19:45 by kasaBoy

ผลสอบTOEICออกแล้ว

posted on 30 Jun 2009 12:17 by kasaboy

ในที่สุดวันนี้ผสอบTOEICก็มาส่งที่บ้านสักที ไปสอบมาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

คะแนนเน่ามากมาย T_T

Listening 405  Reading 285  คะแนนรวม 690/990

คือแย่กว่าที่เราคิดไว้เยอะอ่ะ  โดยเฉพาะ Reading คิดว่าทำได้แล้วนะเนี่ย แต่สงสัยจะทำได้แค่พวกอ่าน passage ล่ะมั้ง ไปเน่าที่แกรมม่า TToTT

ยังดีนะคะแนนมากกว่าของแม่หน่อยนึง ขืนน้อยกว่านี้ต้องโดนสวดยับแน่ว่าเรียนอังกฤษอีท่าไหน เห่ยขนาดนี้ 555

แต่อาจจะเพราะเราไม่พร้อมก็ได้มั้ง แบบเร่งๆไปสอบอ่ะ เตรียมตัวแค่5วันเอง รีบไปสอบก่อนที่จะเปลี่ยนรูปแบบการสอบ ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าถ้าเปลี่ยนจาก Classic เป็น Redesign แล้วจะสอบได้แค่เดือนละครั้ง  แต่จริงๆแล้วก็สอบได้ทุกวัน จันทร์-เสาร์ อยู่ดีล่ะ  ไอ้เดือนละครั้งนี่คือแบบอินเตอร์อ่ะ เป็นข้อสอบชุดเดียวกันทั่วโลก

แต่จริงๆเราว่าแบบ Redesign น่าจะง่ายกว่านะ เพราะตัด error ออกไป เป็น completion แทน  แต่ส่วนListeningมันก็จะยากขึ้นนิดนึง เพราะรูปภาพจะเหลือแค่10ข้อเท่านั้น

ทีนี้เราก็ได้รู้ปัญหาอย่างแจ่มแจ้งละว่าปัญหาอยู่ที่ความเข้าใจในการใช้แกรมม่านี่แหละ  ตอนอ่านเป็นบทๆที่หนังสืออธิบายก็เข้าใจนะ แต่พอทำข้อสอบก็มีมั่วอีก ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันแฮะว่าทำไม

แต่ตอนทำแบบฝึกหัดเราก็ได้ 78/100นะ อันนี้เฉพาะส่วนของ Reading ทั้งหมด  พอไปสอบจริงๆดันทำได้แค่57ข้อเอง =3=

ต้องพยายามให้มากกว่านี้ละ เหอะๆ

 

พูดถึงการสอบTOEIC

การสอบจะมีด้วยกัน2 part ใหญ่ๆ คือ Listening and Reading

Listening ก็จะประกอบไปด้วย ส่วนที่ดูรูปภาพแล้วฟังช้อยส์ ซึ่งง่ายสุดแล้ว แต่สำคัญคือต้องตั้งใจฟังและดูภาพให้ดีๆ บางทีมันเหมือนจะหาคำตอบที่ตรงกับรูปไม่ได้ ก็ต้องดูส่วนประกอบอื่นแทนที่ใกล้เคียงกับรูปที่สุดล่ะ

ต่อมาก็ respond คือเป็นประโยคสั้นๆ แล้วให้เราเลือกคำตอบน่ะ เช่น โจทย์ว่า How are you doing? เราก็ต้องฟังช้อยส์อีกแล้วเลือกตอบที่มันเป็นคำตอบของคำถาม คือ I'm fine. นั่นเอง ไม่ใช่ไปตอบข้อที่ว่า The weather is fine. ไรแบบนี้ อันนี้ผิดนะ 555

สุดท้ายก็จะเป็น conversation ที่จะได้ยินบทสนทนาที่คุยกันค่อนข้างยาวอยู่ แล้วให้เราตอบคำถาม2-3ข้อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะถามว่า ผู้หญิง/ชายที่คุยๆกันเนี่ยเป็นอะไร ทำงานอะไร มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอะไรกัน, เขาหรือเธอทำอะไรหรือกำลังจะทำอะไรกัน, คุยกันที่ไหน  อันนี้ต้องตั้งสมาธิฟังให้ดีๆนะ เราแอบสมาธิหลุดไปแวบนึง มั่วไป2-3ข้อเลย  ถ้าทำส่วนตรงนี้ในบางข้อไม่ทันจริงๆก็ต้องปล่อยเลยตามเลยแล้วล่ะ เพราะเทปมันพูดผ่านไปแล้ว ขืนมานั่งพะวงกับข้อที่ไม่ได้นี่มันจะพาลทำข้ออื่นๆหลังจากนั้นไม่ทันไปด้วยนะ

ถ้าจะให้เราแนะสำหรับส่วนนี้นะ ก็เมื่อทำส่วน respond เสร็จอ่ะ มันจะเหลือเวลานิดนึงที่ตัวเทปไปพูดๆอธิบายเกี่ยวกับพาร์ทต่อไป เอาช่วงเวลาตรงนี้แหละ ไปนั่งอ่านคำถามล่วงหน้าสัก2-3ข้อก่อน จะได้โฟกัสได้ถูกว่าต้องจับใจความบทสนทนาอะไรบ้าง พอทำเสร็จเร็วก็ไปอ่านข้อต่อไปล่วงหน้าต่ออีก

 

หลังจากนั้นก็จะเริ่มต้นส่วนของ Reading ซึ่งเหลือเวลาอีก 75นาทีในการทำข้อสอบอีก100ข้อ

ก็จะมี completion ที่ให้เติมช่องว่างน่ะแหละ เลือกเอาจากช้อยส์ มี40ข้อ

error หาส่วนที่ผิดในประโยค มี20ข้อ เราเกลียด error มากอ่ะ เพราะอ่านไปก็รู้สึกหาที่ผิดไม่ได้เลย ไม่ถนัดส่วนนี้เอาซะเลย ก็เลยข้ามไปทำ reading comprehension ก่อน ซึ่งส่วนนี้ก็จะมีให้อ่านหลากหลายเลย ตั้งแต่โฆษณา ประกาศ จดหมาย memo ตาราง แล้วให้ตอบคำถาม  ส่วนตรงนี้ถ้ารูศัพท์เยอะก็ช่วยได้เยอะนะ

ตอนเราฝึกทำเราอ่านคำถามก่อนแล้วไปอ่านหาคำตอบเอา แต่พอทำสอบจริงๆ ณ วันนั้น กลายเป็นว่าเราต้องอ่านหมดเลย เพราะมันสั้นอ่ะ แถมส่วนใหญ่มันถามแบบต้องวิเคราะห์คำตอบด้วย ก็เลยต้องอ่านให้หมด

 

พูดถึงห้องสอบบ้าง ห้องสอบใหญ่โตดีนะ ห้องละ100คนได้มั้ง แต่เราไม่ชอบอยู่อย่างอ่ะ คือ โต๊ะสอบ

มันเป็นโต๊ะขาวๆสี่เหลี่ยมผืนผ้าน่ะ โต๊ะนึงก็นั่งสองคน แล้วจะมีแผ่นกั้นบนโต๊ะป้องกันการลอก  ที่แย่ก็คือเวลาจะลบคำตอบที่ฝนด้วยดินสอ 2B น่ะ ทุกคนน่าจะรู้นะว่าดินสอมันเข้มมากเวลาลบทีก็ต้องลบแรง แล้วมันจะกระเทือนคนข้างๆน่ะ  ซึ่งวันนั้นคนข้างๆเรานี่ก็ลบซะสั่นทั้งโต๊ะเลย ตอนแรกๆเราก็เกรงใจนะ ลบเบาๆแต่ทีนี้มันช้าอ่ะ กว่าจะลบเสร็จ เพื่อให้ทันเวลาเราก็ลบแรงเหมือนกัน  เราอยากให้ศูนย์สอบเค้าแยกโต๊ะใครโต๊ะมันไปเลยจริงๆ จะได้ไม่รบกวนกันด้วย แล้วก็จะได้ไม่ใกล้กันมาก  คนข้างๆเราวันนั้นก็นะ มารยาทดีจัดเลย เวลาจามทีพี่แกหันมาทางเราตลอด เซ็งจริงๆ

อ้อ ห้องสอบห้ามเอาทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไป ยกเว้นกระเป๋าสตางค์ นาฬิกาข้อมือ ยางลบ ดินสอ และปากกา

กระเป๋าดินสอยังห้ามเข้า กุญแจรีโมตรถ มือถือแม้จะปิดเครื่องก็ไม่ได้นะ ขนาดก่อนเข้าห้องสอบยังค้นตัวอยู่เลยว่ามีเอาอะไรอย่างอื่นติดเข้าไปบ้างมั้ย กระเป๋าตังค์ก็เช็กด้วยว่ามีโน้ตอะไรแอบเอาเข้าไปป่าว ของเรามีโดนตรวจช่องใส่เหรียญด้วยอ่ะ (ฮา)

เข้าห้องสอบตั้งแต่9โมงเช้า แต่กว่าจะได้สอบก็ 9.30ล่ะ เพราะกว่าทุกคนจะเข้าห้องสอบครบ กว่าจะทำแบบสอบถามก่อนสอบอีก สอบเสร็จจริงๆ 11.42 แต่กว่าจะเจ้าหน้าที่จะเช็คความถูกต้อง และเก็บข้อสอบของทุกคนเสร็จก็เที่ยงตรงพอดี เราว่าเขาน่าจะให้ทำแบบสอบถามหลังสอบเสร็จไปเลยนะ เพราะยังไงก็ต้องออกพร้อมกันอยู่แล้วอ่ะ

เดี๋ยวไว้ฝึกงานเสร็จแล้วจะไปสอบใหม่อีกที